2005/Apr/10

Pinion XIII

Butterfly Age

กลับมาแต่ง blog ใหม่... ก็เพราะมีเรื่องที่อยากระบาย

ผมไม่คิดว่าเพื่อนๆ จะกลับมาอ่านอีกแล้ว เพราะเมื่อพวกเขาเบื่อ พวกเขาก็คงไม่กลับมา... ไม่เป็นไร ผมเองก็ไม่อยากให้พวกเขาได้รับรู้ความรู้สึกพวกนี้หรอก

ย้อนหลังไปสมัยเริ่มเล่นอินเตอร์เน็ตใหม่ๆ สมัยนั้น มีความสุขมาก.... เจอเพื่อน... เจอคนดีๆ... และผมก็ยังเป็นเด็กอายุ 11 ปีที่มองโลกในแง่ดี มองความรักในแง่ที่งดงาม

เดี๋ยวนี้ล่ะ ?

อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะ... กระทั่งในโลกเน็ต เพื่อนก็ยังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซักวัน ผมคงไม่ได้มานั่งเล่น แต่ง blog แต่งฟิค แบบนี้อีกแล้ว พอถึงเวลาที่ก้าวจากความเป็นเด็ก สู่ความเป็นผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้ก็คงกลายเป็นเรื่องไร้สาระ

ผมไม่กล้าเอาความรู้สึกในปัจจุบันมาตัดสินความรู้สึกในอนาคต

...ไม่แน่ว่า อนาคต ผมที่เป็นผู้ใหญ่... อาจย้อนมองมา... แล้วรู้สึกว่า ผมที่ยังเป็นเด็กตอนนี้ อ่อนแอ โง่เง่า และเสียเวลากับเรื่องไร้สาระก็เป็นได้ ?

อิจฉาผีเสื้อ

ผีเสื้อ... ที่หลุดพ้นจากรังดักแด้ วัฏจักรชีวิตที่เกิดมา... เพื่อจะได้เป็นแมลงมีปีกงดงามที่มีชีวิตสั้นๆ 1 วัน

กระนั้น มันก็ได้อยู่ใกล้ๆ ดอกไม้ ได้รู้จักสิ่งต่างๆ มากมาย

คนเราล่ะ?

เพราะคนเรามีชีวิตยาวนานเกินไป 'ความหมายของชีวิต' เลยถูกลืมเลือนหมด

...ทั้งที่... ถ้าเรามีชีวิต 1 วัน... 1 วันเท่านั้น... เราอาจใส่ใจกับชีวิตตนเอง และรู้ว่า... ควรใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างไร

นักโทษประหาร... อาจสำนึกได้ในวาระสุดท้าย และหนึ่งชั่วโมงที่เหลืออยู่ของเขา... ก็อาจทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะ

......................กว่าคนธรรมดาที่มีชีวิตนับสิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี.................... แต่ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

โลกสีเทาด้านๆ ของผม ล้อมไปด้วยคนธรรมดามากมาย... พวกเขาไม่รู้จักผม พวกเขามองผม... แล้วก็เลยผ่านไป ผมไม่รู้จักพวกเขา แต่ผมมองพวกเขา เฝ้าคิดว่า ชีวิตของพวกเขาที่แสนเรียบง่ายนั้น พวกเขาได้ค้นพบความหมายของชีวิตของตัวเองรึยัง ?

ผมยังไม่พบหรอก และคงไม่มีวันพบด้วย

บางที ผมก็อยากลดชีวิตตัวเอง ให้เหลือแค่ 1 ปี... 1 เดือน... 1 วัน

เพราะตอนนี้ ผมใช้ชีวิตตัวเองไปอย่างไร้ค่าเหลือเกิน

ผมอยากละจากเพื่อนๆ เพราะผมไม่รู้สึกว่า พวกเขาต้องการผม... แต่พอรู้ตัวอีกที ผมก็ต้องไปหาพวกเขาใหม่... คงเพราะว่า มันเป็นสถานที่แห่งเดียว ที่ทำให้ผมร่าเริงได้จริงๆ ล่ะมั้ง

พวกเขาเป็นคนพิเศษ... คนสำคัญของผม...

แต่ผมรู้ว่า.. ผมไม่ใช่คนพิเศษ หรือสลักสำคัญอะไร... สำหรับพวกเขา

ถึงผมจะหายไป พวกเขาอาจคิดถึงบ้าง แต่ไม่นาน ก็คงลืมไปเอง

ก็แน่ล่ะนะ ผมไม่ใช่ 'คนสำคัญ' นี่

ก็ตอนคนสำคัญผมคนหนึ่งทุกข์ใจ... ผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เป็นตัวเกะกะไร้ประโยชน์ที่ไม่รู้จะพูดยังไง... ให้เขาสบายดี

แต่ถ้าถึงวันที่จะไม่ได้เจอกันอีกแล้วจริงๆ... ผมก็อยากบอกพวกเขา

คิดถึงกันได้มั้ย ?

คิดถึงในแง่ร้ายก็ไม่เป็นไร... คิดถึงผมซักนิดเดียวก็พอ...

คิดถึงแค่วันเดียวก็ได้... อย่าลืมว่า มีผมคนนี้อยู่ก็พอ

ผมเคยหงุดหงิดคนคนหนึ่ง ที่ขี้งอน เจออะไรนิดหน่อยก็เศร้าใจ เสียใจ ท้อแท้

แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมไม่เข้าใจเขาหรอก

เพียงแต่... อะไรที่เรายืนหยัดได้ด้วยตัวเอง... เราก็ต้องทำให้ได้

ไม่มีสิทธิ์ปริปากบ่นหรอกนะ............... ถ้ายังไม่ได้เริ่มทำอะไรซักอย่างเลย...

เคยสาบานไว้ว่าจะไม่ร้องไห้

แต่ตอนที่กำลังนั่งพิมพ์นี่อยู่ ผมก็ร้องไห้

น่าขำสิ้นดี

อ่อนแอสิ้นดี

โง่เง่าสิ้นดี

โง่

โง่

โง่ที่ฝังใจเชื่อกับคำพูดเล็กๆ น้อยๆ ของคนอื่น

โง่ที่ฝังใจกับความรู้สึกของตัวเอง... แต่พอถูกปฏิเสธ ก็มาแอบเสียใจคนเดียว

งี่เง่า

งี่เง่าจริงๆ

มีเรื่องหลายอย่างที่ผมอยากทำตั้งเยอะ และคิดว่า... จะทำให้ได้

ซักวันนึง ก็ต้องทำให้ได้

พวกผู้ใหญ่ค้านผมเรื่องการแต่งฟิค การแต่งนิยาย

แต่ผมไม่คิดจะเลิกหรอก

มันช่วยไม่ได้.... ก็วิธีแบบนั้น มันเป็นวิธีระบายอารมณ์ของผม... เฉพาะเวลาผมปลดปล่อยจินตนาการของตัวเองเท่านั้น... ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า.. ตัวเองไม่ได้ไร้ค่าเกินไป

ผมเคยคิดว่าผมโรคจิต ชอบแต่งให้ตัวละครเอกมีปมอดีตที่เศร้าๆ บางทีก็แต่งให้พวกเขาเหล่านั้นจิตวิปลาส

แต่ตอนนี้ ผมเข้าใจอะไรหน่อยๆ

...ว่าพวกเขาก็คือผม...

ผมไม่ได้เป็นคนที่ทุกข์ที่สุดในโลก

ยังมีคนที่ทุกข์กว่าผมอีกมาก

...เพราะงั้น ผมจะไม่สงสารตัวเอง...

และไม่ขอให้ใครสงสาร

ถ้าเราสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง เดินได้ด้วยตัวเอง... ค้นหาความหมายของชีวิตได้ด้วยตัวเองก็คงดี

ถ้าผมมีเวลาเหลือแค่หนึ่งวัน และมีปีกเหมือนผีเสื้อ... ผมจะค้นพบความหมายของชีวิตนั้นเจอมั้ยนะ ?

2004/Dec/14

Pinion XII

Immaterial Reality

ถ้าผมเพียงแต่ให้เวลาตนเองมากพอ.... ที่จะนั่งในสวน สังเกตดวงดาว และพระจันทร์บนท้องฟ้า

ถ้าผมเพียงแต่ให้เวลาตนเองมากพอ.... ที่จะโทรศัพท์หาคนสำคัญหลายๆ คน และบอกเขาอย่างไม่จำเป็นต้องเคอะเขินว่า 'ชอบ'

ถ้าผมเพียงแต่ให้เวลาตนเองมากพอ.... ที่จะพักผ่อน หลับยาวๆ มากกว่าจะทำในสิ่งที่ตนเรียกว่า 'หน้าที่' เกือบตลอดเวลา

ผมไม่ค่อยทำงานได้ประสบความสำเร็จอย่างใจหวังเท่าไหร่

แต่ทุกครั้งที่ผิดหวัง ก็มักได้บทเรียนชีวิตใหม่ๆ เข้ามาเสมอ อย่างน้อย เราก็รู้ว่าควรปรับปรุงตรงไหน แก้ไขที่ใด และทำอย่างไร งานครั้งต่อไปถึงจะออกมาสมบูรณ์แบบจริงๆ

ในความเป็นจริงที่ไร้แก่นสารของผม อะไรๆ ก็เหมือนกับเดินไปตามเส้นทางที่ถูกขีดไว้เสียหมด แต่ขณะเดียวกัน พอถึงเวลาต้องเลือกเมื่อพบทางแยก ผมกลับ... ตัดสินใจไม่ค่อยได้ โลเล ไม่แน่นอน พึ่งพาตนเองไม่ได้หากไม่มีคำแนะนำจากคนอื่นคอยผลักหลัง คงเพราะผมไม่ได้ฝึกตนเองให้เชื่อมั่นในการตัดสินใจตั้งแต่แรก

คิดๆ ไปแล้ว ทำไมมนุษย์เราต้องดิ้นรนถึงขนาดนี้ด้วยนะ ขณะสัตว์อื่นมีมาตราฐานการดำเนินชีวิตแค่พอเอาตัวรอด

...............คงเพราะมนุษย์มี 'สมอง'

หากพระเจ้ามีจริง และพระองค์ทรงเลือกให้สัตว์แต่ละชนิดมีอาวุธที่แตกต่างกันไป อย่างนั้น อาวุธของ มนุษย์ ก็คงเป็น สมอง นี่แหละมั้ง มนุษย์เกิดมาโดยไม่มีเขี้ยวเล็บแหลมคมพอจะกัดของแข็ง หรือตะครุบเหยื่อ ไม่มีพละกำลังมหาศาล ไม่มีการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิในร่างกายให้เข้ากับธรรมชาติ

แต่มนุษย์มี 'สมอง'

ที่ทำให้รู้จักประดิษฐ์อาวุธ

ที่ทำให้รู้จักสร้างงานศิลปะ

ที่ทำให้รู้จักคิดค้นภาษาของตนเองขึ้นมา

ที่ทำให้มีวัฒนธรรมแปลกๆ เกิดขึ้น

จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นปัจจุบัน

ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ ในความเห็นผม..... การมี 'ปัญญา' ก็คงเป็นสิ่งสำคัญที่บ่งบอกความเป็นมนุษย์งั้นสินะ? แต่นับวันที่มนุษย์ยิ่งค้นพบอะไร ยิ่งดำรงอยู่นานไป มาตราฐานการดำรงชีวิตของมนุษย์ก็สูงขึ้นทุกที ทุกที ทุกที หากไม่ดิ้นรนก็ต้องตกงาน มีการเอาเปรียบ-เสียเปรียบ ในสังคม มันเป็นแบบนี้

กระทั่ง ด้านที่สวยงาม ยังมีเบื้องหลังที่โสมมเลย

ผมคิดเรื่องนี้มาได้นานแล้ว แต่ปะติดปะต่อมันไม่ค่อยได้ ตอนนี้ก็ยังปะติดปะต่อไม่ค่อยได้เหมือนเดิม ผมมันก็พวกช่างคิดไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว.....

แต่ที่รู้อย่าง และไม่ใช่แค่ความคิดไร้สาระด้วย ก็คือ...

....

......

สำหรับผม ตอนนี้ โลกนี้... ไม่มีอะไรดีเลย

มีแต่แรงกดดันจากทุกๆ ฝ่าย ผมก็ยังทำตัวตามแบบของผมต่อไป เพื่อน... ผมมีเพื่อน แต่กลับไม่รู้จักคำว่า 'เพื่อนแท้' ซักนิด... มันคืออะไรงั้นเหรอ? คำว่า 'มิตรภาพ' เราควรจะเชื่องั้นเหรอ?? จะว่าไป ผมเองก็ไม่ได้นับถือคำว่ามิตรภาพมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว.... เพราะเป็นสิ่งที่เราพึ่งพาไม่ค่อยจะได้....

แต่ผมก็ไม่ได้นับถือตนเอง... แม้หลายครั้งที่ต้องพึ่งพาตนเอง

ผมไม่เคยนับถือตนเอง ครั้งหนึ่ง มีคนบอกกับผมว่า ผมชอบพูดว่าตนเอง แต่ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะว่าร้ายตนเอง ความจริง ผมไม่เคยคิดว่ามันเป็นการ 'ว่าร้าย' ก็แค่ความจริงที่ถูกพูดออกมา มันผิดมั้ยหากจะพูดความจริง?

...ก็ไม่รู้สิ... ถ้าพูดความจริงมากไปก็คงโดนหาว่า ปากเสีย กับเขาเหมือนกัน

ช่วงนี้ ผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่... หลายต่อหลายครั้งที่ก็ทำตัวเหลวไหล

...งานการที่ยังสะสางไม่เสร็จ... อีกไม่กี่วันก็จะสอบย่อยรวดเดียวสามสี่วิชา...

....อยากผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไปเร็วๆ จัง.....

แก้ไขเมื่อ 14/12/2547 21:12:03

2004/Nov/28

Pinion XI

Happiness For the Forlorn One

ไม่ได้ update blog ตั้งนาน คงเพราะความรู้สึกว่างเปล่ามันครอบงำเมื่อเห็นหน้า html ที่ว่างเปล่าล่ะมั้งนะ อย่างไรก็ตาม ผมมา update อีกครั้ง รู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ไม่ได้คิด update แต่แรก เพราะผมมีเรื่องมากมาย... แต่ก็ลืมไปเสียเกือบครึ่ง

วันนี้ นั่งรถไปที่ทำงานกับพ่อตามเดิม ก่อนออกจากบ้าน ยังรู้สึกหงุดหงิดในใจที่ห้องรก และงานการก็ยังค้างคา แต่พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ...เมฆสวยมาก... แลขาวเป็นริ้วๆ ผมชอบดูสีสัน และรูปร่างลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของเมฆมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนโบราณถึงได้จัดเมฆให้เป็นลางร้ายนักนะ... อย่างไรก็ตาม ผมชอบสีสันของเมฆ และก็ชอบสีสันของท้องฟ้าด้วย

คิดๆ ไปแล้ว ท้องฟ้าสวยงามที่เราเห็นก็เพียงชั้นบรรยากาศ ไม่ได้เป็นสวรรค์วิมานอย่างในมหากาพย์ทั้งหลายแหล่เขียนเอาไว้ เมฆเองก็เป็นเพียงม่านหมอก แต่ถ้าได้นั่งเครื่องบิน แล้วมองออกไปผ่านหน้าต่าง ได้เห็นทิวเมฆ... มันเหมือนเป็นอีกดินแดนหนึ่งเลยนะ ผมอธิบายไม่ถูก แต่มันก็สวยงามมาก... สวยงามจริงๆ

ความเป็นจริงไม่ได้สวยงามแบบในเทพนิยาย

ไม่มีนางฟ้า ไม่มีมนุษย์ผู้มีปีกแสนสวยโผบินเคียงคู่ไปกับวิหค ความเป็นจริงก็คือความเป็นจริง

...แต่ผมคิดว่าไม่ผิดหรอก ถ้าเราจะเชื่อใน 'ความฝัน' ที่ไม่มีทางเป็นจริงอย่างนั้นต่อไป...

มันทำให้จิตใจเราสวยงามขึ้นนะ อย่างน้อย ผมก็สบายใจ และปล่อยวางได้มากเมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น ก็คิดเสียว่าเป็นชะตากรรมของเรา ที่ต้องทำก็คือคิดว่าต่อไปควรทำยังไงต่างหาก

เรื่องการทำโทษเหมือนกัน หลายต่อหลายครั้ง ผมไม่เข้าใจผู้ใหญ่ว่าทำไมถึงต้องคาดคั้นต่อว่าเด็กรุนแรง ทั้งๆ ที่เรื่องก็ผ่านไปนานแล้ว คิดหาทางแก้ไข และบอกให้เด็ก 'พยายามใหม่' จะดีกว่ามั้ย? การพยายามซักอีกฝ่ายที่ทำผิดลงไปอย่างไม่ตั้งใจก็เหมือนกัน ทั้งที่เรารู้แก่ใจ แต่ก็พยายามซักเพื่อหาช่องทางได้ว่าเขา...... คิดดีแล้วเหรอ? มันไม่ใช่แค่การเสียเวลาเปล่าๆ เหรอ?

เพื่อนของผมคนหนึ่งบอกกับผมว่าจะพับนกให้คนสำคัญ 999 ตัว เขาบอกว่าเลขสวย และคนคนนั้นก็ใกล้จบการศึกษาจากโรงเรียน คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ชีวิตคนเรามีเพียงแค่สองหมื่นกว่าวัน อย่างน้อยก็ทำสิ่งที่อยากทำ และสิ่งที่ต้องทำ ให้ดีที่สุดทั้งในวันนี้ และวันหน้า...

คิดๆ ไปแล้วก็จริงนะ

สองหมื่นกว่าวัน... สำหรับคนจวนเจียนจะหมดเวลาแล้ว มันคงมีค่ามากเหลือเกินในแต่ละวันที่ผ่านไป แต่ผมยังพอมีเวลาอีกมาก ก็ผมเพิ่งอายุ 14 ปี แต่ก็นึกอยากย้อนเวลาไปตอนอายุยังไม่ถึงหลักสิบเหมือนกันนะ.... ถ้าผมยังมีสติปัญญาแบบนี้ แล้วย้อนเวลาไปช่วงเด็กๆ ได้ ผมคงได้ริเริ่มทำอะไรตั้งแต่วัยเด็กเยอะแยะ

วันนี้ คุยเรื่องอนาคตกับพ่อแม่ แม่อยากให้ผมเรียนกฏหมายเพื่อจะได้รู้ทันคน... เอาแบบนั้นก็ได้ ผมเรียนเสริมได้นี่ คิดๆ ไปแล้ว จะเรียนเพื่อตอบแทนพ่อแม่ แต่เอาแกนหลักเป็นเรียนเพื่อตัวเราเอง ก็คงไม่ผิดนักหรอก

ผมมีพันธะผูกมัดผมไว้เยอะแยะมาก จำกัดขอบเขตที่ต้องเดิน พ่อแม่จะทิ้งที่ดิน และบ้านให้ผมดูแล และนำไปใช้ประโยชน์... ต้องไม่ใช่การขายแน่ๆ ผมจะพยายามไม่ขายส่วนมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้... ก็มันเป็น 'ของของพ่อแม่' นี่นา

แต่พ่อแม่ก็สอนผมหลายอย่าง โดยที่ตัวท่านอาจไม่รู้ ท่านให้ผมมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านร่วมกับพวกท่าน มันทำให้ผมรู้จักหวงบ้าน และรักษาของในบ้าน เช่นเดียวกับการทำงานโดยมีค่าจ้าง มันทำให้ผมรู้จักควบคุมบัญชีรายรับ-รายจ่าย

ผมจะไม่มีความรู้เหล่านี้เลยหากไม่ได้รับการสอน

เด็กๆ ก็เหมือนกับผ้าขาวผืนหนึ่ง พร้อมรับทุกลวดลายสีสันหลากหลายลงไป จะเลือกทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะทุกภาพที่ผ่านสายตาไปในแต่ละวัน บทเรียนที่ได้รับรู้แม้จะไม่ตั้งใจ นั่นคืออีกหนึ่ง 'ลวดลาย' ที่ถูกเติมเข้าไปแล้วล่ะนะ

ผมเองก็เหมือนกัน ตอนนี้ ผมไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นผ้าสีอะไรแล้วล่ะ... แต่ผมก็มีความสุขเฉพาะตอนนี้ ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ควบคู่ไปกับความทุกข์ความหงุดหงิดเมื่อต้องรับรู้ว่ามีภาระที่ต้องสะสางให้เสร็จ แต่พอกำจัดภาระเหล่านั้นไปได้แล้ว มันก็สบายใจมากๆ เลยนะ เหมือนว่าข้อมูลในสมองเราเป็นระเบียบขึ้น คงเพราะเหตุผลนี้ เวลาผมหงุดหงิดมากๆ ผมจะบันทึกสิ่งที่ผมต้องทำ การบ้านที่ยังค้าง รายรับ-รายจ่าย สิ่งที่ยังอยู่ในใจ ทั้งหมดลงใส่หน้ากระดาษ จัดให้เป็นระเบียบ แม้จะเป็นเพียงเศษกระดาษ แต่ก็ทำให้สบายใจขึ้น

ความสุข... เหรอ... ผมไม่รู้ว่าตลอดวันที่ผ่านไป มันใช่ความสุขที่แท้จริงรึเปล่า ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร

ในโลกเน็ต ผมมีเพื่อนสนิท ในโลกจริง... ผมไม่มีเท่าไหร่ ไม่ถือว่าเป็นเพื่อนสนิท และคนสำคัญของผมก็อยู่ในสถานที่ห่างไกลออกไป... ต่างจังหวัด... แต่ไม่เป็นไร ขอแค่ยังติดต่อหากันก็ถือว่าดีมากๆ แล้ว

ผมแยกระหว่าง 'คนสำคัญ' และ 'คนรัก' ไม่ออก แต่เพราะผมไม่อยากจะรักใคร ไม่คิดจะรักใคร และไม่ต้องการจะมีความรู้สึกแบบนั้น ผมเลยจัดอันดับความสำคัญของทุกคนไว้ไกลจากคำว่า 'รัก' มาก...

...คงเพราะผมไม่อยากอ่อนแอ...

ความรัก... มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าเป็นอะไรที่เปราะบางจังนะ และคนที่มีความรัก ก็แลราวกับโลกนี้สวยงามไปเสียหมด ผมไม่ชอบจะเป็นแบบนั้น ไม่รู้สิ... ผมอยากมองโลกในแบบของผม....... ยังไงก็ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองจะรักใคร

'ความสุขของผู้โดดเดี่ยว'

แต่ผมไม่ได้โดดเดี่ยวหรอก ผมอาจอยู่ตัวคนเดียว และแม้อยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน ก็ยังรู้สึกเหมือนตัวคนเดียว.... แม้หลายครั้งจะรู้สึกเหงานิดๆ แต่ผมก็ไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่ดี คนโดดเดี่ยวที่แท้จริงคือคนที่ไม่มีใครอีกแล้วเหลืออยู่ในใจ แต่ผมยังมี... คนสำคัญ... หลายคน

'ถึงจะเหงา แต่ก็อบอุ่น'

ผมไม่ได้เห็นพระจันทร์มานานเท่าไหร่แล้วนะ อยากรู้จังว่าคืนนี้ พระจันทร์จะเป็นยังไง แต่ผมคงไม่ได้ออกไปดู.... แค่นึกในใจเอาก็แล้วกัน

แก้ไขเมื่อ 28/11/2547 22:12:45