Pinion XI
Happiness For the Forlorn One
ไม่ได้ update blog ตั้งนาน คงเพราะความรู้สึกว่างเปล่ามันครอบงำเมื่อเห็นหน้า html ที่ว่างเปล่าล่ะมั้งนะ อย่างไรก็ตาม ผมมา update อีกครั้ง รู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ไม่ได้คิด update แต่แรก เพราะผมมีเรื่องมากมาย... แต่ก็ลืมไปเสียเกือบครึ่ง
วันนี้ นั่งรถไปที่ทำงานกับพ่อตามเดิม ก่อนออกจากบ้าน ยังรู้สึกหงุดหงิดในใจที่ห้องรก และงานการก็ยังค้างคา แต่พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ...เมฆสวยมาก... แลขาวเป็นริ้วๆ ผมชอบดูสีสัน และรูปร่างลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของเมฆมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนโบราณถึงได้จัดเมฆให้เป็นลางร้ายนักนะ... อย่างไรก็ตาม ผมชอบสีสันของเมฆ และก็ชอบสีสันของท้องฟ้าด้วย
คิดๆ ไปแล้ว ท้องฟ้าสวยงามที่เราเห็นก็เพียงชั้นบรรยากาศ ไม่ได้เป็นสวรรค์วิมานอย่างในมหากาพย์ทั้งหลายแหล่เขียนเอาไว้ เมฆเองก็เป็นเพียงม่านหมอก แต่ถ้าได้นั่งเครื่องบิน แล้วมองออกไปผ่านหน้าต่าง ได้เห็นทิวเมฆ... มันเหมือนเป็นอีกดินแดนหนึ่งเลยนะ ผมอธิบายไม่ถูก แต่มันก็สวยงามมาก... สวยงามจริงๆ
ความเป็นจริงไม่ได้สวยงามแบบในเทพนิยาย
ไม่มีนางฟ้า ไม่มีมนุษย์ผู้มีปีกแสนสวยโผบินเคียงคู่ไปกับวิหค ความเป็นจริงก็คือความเป็นจริง
...แต่ผมคิดว่าไม่ผิดหรอก ถ้าเราจะเชื่อใน 'ความฝัน' ที่ไม่มีทางเป็นจริงอย่างนั้นต่อไป...
มันทำให้จิตใจเราสวยงามขึ้นนะ อย่างน้อย ผมก็สบายใจ และปล่อยวางได้มากเมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น ก็คิดเสียว่าเป็นชะตากรรมของเรา ที่ต้องทำก็คือคิดว่าต่อไปควรทำยังไงต่างหาก
เรื่องการทำโทษเหมือนกัน หลายต่อหลายครั้ง ผมไม่เข้าใจผู้ใหญ่ว่าทำไมถึงต้องคาดคั้นต่อว่าเด็กรุนแรง ทั้งๆ ที่เรื่องก็ผ่านไปนานแล้ว คิดหาทางแก้ไข และบอกให้เด็ก 'พยายามใหม่' จะดีกว่ามั้ย? การพยายามซักอีกฝ่ายที่ทำผิดลงไปอย่างไม่ตั้งใจก็เหมือนกัน ทั้งที่เรารู้แก่ใจ แต่ก็พยายามซักเพื่อหาช่องทางได้ว่าเขา...... คิดดีแล้วเหรอ? มันไม่ใช่แค่การเสียเวลาเปล่าๆ เหรอ?
เพื่อนของผมคนหนึ่งบอกกับผมว่าจะพับนกให้คนสำคัญ 999 ตัว เขาบอกว่าเลขสวย และคนคนนั้นก็ใกล้จบการศึกษาจากโรงเรียน คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ชีวิตคนเรามีเพียงแค่สองหมื่นกว่าวัน อย่างน้อยก็ทำสิ่งที่อยากทำ และสิ่งที่ต้องทำ ให้ดีที่สุดทั้งในวันนี้ และวันหน้า...
คิดๆ ไปแล้วก็จริงนะ
สองหมื่นกว่าวัน... สำหรับคนจวนเจียนจะหมดเวลาแล้ว มันคงมีค่ามากเหลือเกินในแต่ละวันที่ผ่านไป แต่ผมยังพอมีเวลาอีกมาก ก็ผมเพิ่งอายุ 14 ปี แต่ก็นึกอยากย้อนเวลาไปตอนอายุยังไม่ถึงหลักสิบเหมือนกันนะ.... ถ้าผมยังมีสติปัญญาแบบนี้ แล้วย้อนเวลาไปช่วงเด็กๆ ได้ ผมคงได้ริเริ่มทำอะไรตั้งแต่วัยเด็กเยอะแยะ
วันนี้ คุยเรื่องอนาคตกับพ่อแม่ แม่อยากให้ผมเรียนกฏหมายเพื่อจะได้รู้ทันคน... เอาแบบนั้นก็ได้ ผมเรียนเสริมได้นี่ คิดๆ ไปแล้ว จะเรียนเพื่อตอบแทนพ่อแม่ แต่เอาแกนหลักเป็นเรียนเพื่อตัวเราเอง ก็คงไม่ผิดนักหรอก
ผมมีพันธะผูกมัดผมไว้เยอะแยะมาก จำกัดขอบเขตที่ต้องเดิน พ่อแม่จะทิ้งที่ดิน และบ้านให้ผมดูแล และนำไปใช้ประโยชน์... ต้องไม่ใช่การขายแน่ๆ ผมจะพยายามไม่ขายส่วนมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้... ก็มันเป็น 'ของของพ่อแม่' นี่นา
แต่พ่อแม่ก็สอนผมหลายอย่าง โดยที่ตัวท่านอาจไม่รู้ ท่านให้ผมมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านร่วมกับพวกท่าน มันทำให้ผมรู้จักหวงบ้าน และรักษาของในบ้าน เช่นเดียวกับการทำงานโดยมีค่าจ้าง มันทำให้ผมรู้จักควบคุมบัญชีรายรับ-รายจ่าย
ผมจะไม่มีความรู้เหล่านี้เลยหากไม่ได้รับการสอน
เด็กๆ ก็เหมือนกับผ้าขาวผืนหนึ่ง พร้อมรับทุกลวดลายสีสันหลากหลายลงไป จะเลือกทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะทุกภาพที่ผ่านสายตาไปในแต่ละวัน บทเรียนที่ได้รับรู้แม้จะไม่ตั้งใจ นั่นคืออีกหนึ่ง 'ลวดลาย' ที่ถูกเติมเข้าไปแล้วล่ะนะ
ผมเองก็เหมือนกัน ตอนนี้ ผมไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นผ้าสีอะไรแล้วล่ะ... แต่ผมก็มีความสุขเฉพาะตอนนี้ ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ควบคู่ไปกับความทุกข์ความหงุดหงิดเมื่อต้องรับรู้ว่ามีภาระที่ต้องสะสางให้เสร็จ แต่พอกำจัดภาระเหล่านั้นไปได้แล้ว มันก็สบายใจมากๆ เลยนะ เหมือนว่าข้อมูลในสมองเราเป็นระเบียบขึ้น คงเพราะเหตุผลนี้ เวลาผมหงุดหงิดมากๆ ผมจะบันทึกสิ่งที่ผมต้องทำ การบ้านที่ยังค้าง รายรับ-รายจ่าย สิ่งที่ยังอยู่ในใจ ทั้งหมดลงใส่หน้ากระดาษ จัดให้เป็นระเบียบ แม้จะเป็นเพียงเศษกระดาษ แต่ก็ทำให้สบายใจขึ้น
ความสุข... เหรอ... ผมไม่รู้ว่าตลอดวันที่ผ่านไป มันใช่ความสุขที่แท้จริงรึเปล่า ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร
ในโลกเน็ต ผมมีเพื่อนสนิท ในโลกจริง... ผมไม่มีเท่าไหร่ ไม่ถือว่าเป็นเพื่อนสนิท และคนสำคัญของผมก็อยู่ในสถานที่ห่างไกลออกไป... ต่างจังหวัด... แต่ไม่เป็นไร ขอแค่ยังติดต่อหากันก็ถือว่าดีมากๆ แล้ว
ผมแยกระหว่าง 'คนสำคัญ' และ 'คนรัก' ไม่ออก แต่เพราะผมไม่อยากจะรักใคร ไม่คิดจะรักใคร และไม่ต้องการจะมีความรู้สึกแบบนั้น ผมเลยจัดอันดับความสำคัญของทุกคนไว้ไกลจากคำว่า 'รัก' มาก...
...คงเพราะผมไม่อยากอ่อนแอ...
ความรัก... มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าเป็นอะไรที่เปราะบางจังนะ และคนที่มีความรัก ก็แลราวกับโลกนี้สวยงามไปเสียหมด ผมไม่ชอบจะเป็นแบบนั้น ไม่รู้สิ... ผมอยากมองโลกในแบบของผม....... ยังไงก็ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองจะรักใคร
'ความสุขของผู้โดดเดี่ยว'
แต่ผมไม่ได้โดดเดี่ยวหรอก ผมอาจอยู่ตัวคนเดียว และแม้อยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน ก็ยังรู้สึกเหมือนตัวคนเดียว.... แม้หลายครั้งจะรู้สึกเหงานิดๆ แต่ผมก็ไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่ดี คนโดดเดี่ยวที่แท้จริงคือคนที่ไม่มีใครอีกแล้วเหลืออยู่ในใจ แต่ผมยังมี... คนสำคัญ... หลายคน
'ถึงจะเหงา แต่ก็อบอุ่น'
ผมไม่ได้เห็นพระจันทร์มานานเท่าไหร่แล้วนะ อยากรู้จังว่าคืนนี้ พระจันทร์จะเป็นยังไง แต่ผมคงไม่ได้ออกไปดู.... แค่นึกในใจเอาก็แล้วกัน
แก้ไขเมื่อ 28/11/2547 22:12:45