2004/Nov/14

Pinion X

Rapunzel in the Locked Tower

วันนี้วันปิดเทอมวันสุดท้าย และพรุ่งนี้ก็คือวันเปิดเรียนเทอมสองวันแรก... ตั้งใจจะใช้วันสุดท้ายของการปิดเทอมให้คุ้มค่าที่สุด แต่จริงๆ แล้วก็ยังเหมือนเดิม... เหมือนทุกๆ วัน

เหมือนใช้ช่วงเวลาปิดเทอมได้ไม่คุ้มค่าอย่างต้องการเลย วันๆ มีแต่เรื่องซ้ำซาก ก่อนปิดเทอมตั้งใจไว้ว่า จะหัดวาดรูป จะแต่งโดจิน และจะเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่สุดท้าย ก็คือ 'ความเกียจคร้าน' ที่ทำให้ผมไม่ได้ลงมือทำอะไรซักอย่างแม้แต่ฟิคก็เพิ่งมาแต่งช่วงท้ายๆ และแต่งไม่จบเสียด้วย

แต่เอาเถอะ.... ใช่ว่าช่วงปิดเทอมผมไม่ได้เจออะไรดีๆ ผมได้พบคนคนหนึ่ง... ผมไม่ขอเอ่ยชื่อเขา ผมไม่เคยพาดพิงชื่อใครใน blog ของผมอยู่แล้ว... แต่เขาเป็นคนดี และเขาก็คือคนสำคัญคนหนึ่งของผม ซึ่งหากผมมัวแต่ยุ่งกับงานอดิเรกอย่างอื่น ผมคงไม่มีทางเจอเขา

ผมบอกเขาบ่อยๆ ว่า ชีวิตเขาเหมือนชีวิตผมดีนะ ไม่รู้ว่าเขาจะเบื่อรึเปล่าเหมือนกัน

Pinion VIV ผมแต่งถ้อยคำระบายอารมณ์ออกมาเป็นภาษาอังกฤษ ถึงผมจะบอกว่ามีความฝันแต่ความฝันผมก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นต้องทำขนาดนั้น และดีไม่ดี มันอาจไม่มีแก่นสารใดๆ เพียงพอให้ไล่ตามเลยด้วย

...แต่มันก็คือความฝันล่ะนะ...

ผมตั้งใจจะเขียน Pinion X ได้หลายวันแล้ว แต่พอเห็นหน้าว่างๆ ให้ได้เติมถ้อยคำลงไป ทำไมรู้สึกเหมือนอารมณ์จะแต่ง blog หายเหือดไปหมดไม่รู้ เอาเถอะ ยังไงตอนนี้ผมก็ได้แต่งแล้ว

หลายวันก่อน ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่ง เป็นนิทานของสาวน้อยผมเปียยาว ซึ่งถูกหญิงแม่มดจับตัวขังไว้ในหอคอย และเจ้าชายก็ปีนหาเธอด้วยการปีนผมเปียเธอขึ้นไป... ตามชื่อของ Pinion... เรื่องราวของราพันเซล

ถึงเรื่องนี้จะหาแก่นสารไม่ได้ในหลักวิทยาศาสตร์ เพราะถึงแม้ผมเปียเธอจะยาวแค่ไหน ก็รองรับน้ำหนักคนคนหนึ่งอย่างเจ้าชายไม่ได้หรอก และดีไม่ดี คอเธออาจจะหักเสียก่อนเพราะน้ำหนักของเปีย ก่อนจะทันได้เจอเจ้าชายเสียด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็นเรื่องที่สวยงามนะ

ผมคิดว่าคนแต่งอาจพยายามสื่อถึงการไร้อิสรภาพของหญิงคนหนึ่ง และความรักของหญิงผู้ถูกขัง กับเจ้าชายผู้หล่อเหลา

...จะว่าไป เทพนิยายส่วนใหญ่ก็เกี่ยวดองกับเรื่องความรักทั้งนั้น...

แต่ผมไม่ได้นับถือเทพนิยายเสมอไป

ผมแต่งเทพนิยายในสมอง แต่งมันขึ้นมาในความคิด และเทพนิยายของผมก็แทบไม่มีอะไรเหมือนเทพนิยายเก่าๆ

...ในสายตาผม... เทพนิยายมักเกี่ยวกับหญิงสาวผู้ตกระกำลำบาก และได้รับการช่วยเหลือไว้โดยเจ้าชายผู้หลงในความงามของเธอ

เรามาเปลี่ยนมันไม่ดีกว่าเหรอ ?

...ทำไมไม่ลองให้เป็นเจ้าชายตกระกำลำบาก และถูกช่วยเหลือไว้โดยหญิงสาวบ้างล่ะ ?...

ทำไมไม่ให้ทั้งสองคนมีฐานะศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และหญิงสาวอาจหน้าตาอัปลักษณ์ แต่ชายหนุ่มก็หลงในหัวใจที่งดงามของเธอดูบ้าง ?... หรือทำไมไม่ลองให้แม่มดผู้ชั่วร้ายได้ค้นพบด้านสว่างของโลก และกลับตัวเป็นคนดีดูบ้าง ?

ทำไมเรื่องราวต้องเป็นไปว่า แม่มดผู้ชั่วร้ายถูกลงโทษไปตลอดกาลนาน โดยไม่มีวันไถ่ถอนบาป ? หรือแม่เลี้ยงใจร้ายถูกบังคับให้สวมรองเท้าเหล็กที่ร้อนระอุ จนขาดใจตาย ?

...คนชั่วก็มีสิทธิ์เป็นคนดีได้เหมือนกัน... และคนดีก็มีสิทธิ์เป็นคนชั่วได้...

ทุกอย่างมีสองด้านทั้งนั้น

ไม่มีอะไรเป็นด้านเดียวตลอดไปหรอก... ด้านหน้าอาจสวยงาม แต่ด้านหลังอาจอัปลักษณ์ และโสมมก็ได้ ใครจะไปรู้

ห้องที่ขาวสะอาด เจิดจ้าด้วยแสงไฟบนเพดาน คุณแน่ใจได้ยังไงว่าไม่มีฝุ่น ? ไม่สกปรก ?

ตุ๊กตาหมีตัวเล็กน่ารักน่ากอด ลองใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องลงไปดูสิ เห็นตัวไรเต็มไปหมดเลยไหม ?

ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากลองแต่งเทพนิยายออกมาจัง... ฝีมือผมคงไม่ถึงขั้นจะเรียกได้ว่าเป็นเทพนิยาย แต่อย่างน้อย ถ้ามันสวยงามในใจของคนแต่ง และประทับใจคนอ่าน ก็คงมากเพียงพอที่จะทำให้ผมมีกำลังใจแต่งต่อไปเรื่อยๆ แล้วล่ะ

โลกที่เราสร้างสรรค์ขึ้น บางครั้ง ผมก็เลือกจะจมจ่อมอยู่กับมัน

...แต่ก็ยอมรับนะ คนเราอยู่แต่ในโลกของตัวเองไม่ได้ตลอด...

ชีวิตยังมีการแข่งขัน 'สังเวียนชีวิต' คือคำพูดที่นักวิชาการใช้เรียก

การดิ้นรนเอาตัวรอดของมนุษย์ ต้องดิ้นรนกว่าสัตว์มากเป็นสองเท่า และผมก็เข้าใจ... นั่นเพราะมนุษย์มีจำนวนมาก มีสติปัญญา ถึงได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น และความรู้นั้นก็ยิ่งกำหนดมาตรฐานชีวิตให้ยิ่งสูงขึ้นไป

พวกเราเป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง แต่พวกเราต่างจากสัตว์อื่นตรงที่พวกเราสามารถพัฒนามาตรฐานชีวิตขึ้นได้ ขณะที่สัตว์เรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดอย่างเดียว

...มนุษย์ก็ต้องเรียนรู้จะเอาตัวรอดนะ... แต่ในระดับสูงกว่าสัตว์ทั่วไปขึ้นมาระดับหนึ่ง พวกเราต้องมีการศึกษา ต้องมีที่ดินให้อาศัยอยู่ และต้องเรียนรู้จะพัฒนา และดำเนินเศรษฐกิจภายในบ้าน หรือภายในกิจการที่ตนเองครอบครอง

...ซักวัน หากมีสิ่งมีชีวิตอื่นที่สูงส่งกว่ามนุษย์เกิดขึ้นมา... พวกนั้นก็คงต้องเรียนรู้จะเอาตัวรอดในระดับที่สูงกว่ามนุษย์ขึ้นไปอีก...

...จะมีรึเปล่าล่ะ ?...

2004/Nov/11

Pinion VIV

Wishful Entreaty

I have a dream.

The candle of hope still lights up on the sky... even it doesn't light for me.

The way may be darken by dark cloulds and mist... but the moon will shine along.

The strength to receive, the frailty to hurl... And the solitude to feel.

I have a dream.

I follow this dream.

Please take me to my dream.

Hold my hand, cut the chain that bind my wings and my feet.

Start with me from the very beginning.

And I'll never leave your side.

The cage to break, the door that wait for us to open.

I have a dream.

Please take me to my dream.

Maybe sometimes I want to stand by myself alone;

but thatdoesn't mean I want to be lonely.

Maybe sometimes I ignore your love;

but thatdoesn't mean I don't love you.

If there were sin in our past, purify it.

If there is pain in our present, cure it.

If there will be woe in our future, mourn it

Take my hand, don't let it go.

I will follow my dream... with you.

Stream flows into a little path.

Birds singan unknown but beautiful song.

The fairyland with fairies and place for us to stay,

take me there.

I have a dream.

I follow this dream.

Take me to my dream.

2004/Nov/08

Pinion VIII

Closed Mind

วันนี้ คนไข้เยอะมาก กว่าจะพักเที่ยงก็ประมาณบ่ายโมง... แสดงว่าทุกวัน คนสุขภาพอ่อนแอลงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รึเปล่านะ ?

...แต่ไม่แน่นอนเสมอไปหรอก วันคนไข้น้อยก็มี...

มีคนไข้มาอัลตราซาวด์หลายคน ผมอยากบอกเขาตรงๆ จริงๆ เลยว่า ...อัลตราซาวด์ไปให้เสียเงิน และไร้ประโยชน์... กับบางคนที่เป็นแค่โรคกระเพาะธรรมดาก็อยากมาอัลตราซาวด์กับเขาแล้ว

แล้วผมเองก็บ้า... ผมเองก็เสียสติ... เครียดถึงขั้นคิดอยากให้เขาเป็นโรคร้ายๆ อย่างที่เขาคิดจริงๆ อย่าง มะเร็ง หรือ เนื้องอก ผมรู้ดีว่าผมไม่ควรคิดแบบนั้น วันนี้ก็มีคนไข้เป็นเนื้องอก ต้องเขียนใบส่งผู้ป่วยแล้ว 3 ราย... แล้วผมยังคิดแบบนี้กับคนไข้รายสุดท้ายอีก

ผมคงเครียดเกินไปจริงๆ

ตอนเที่ยง ได้เหล้าจากเนื้อหมักไม่พอ ยังดื่มเหล้าเข้าไปอีกนิดหน่อย ผมไม่รู้ว่าตัวเองเมารึเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือ ความคิดผม... ก็ทำงานได้ดีนะ อย่างน้อย ผมก็เครียดน้อยลง คงเพราะอาการมึนหัวล่ะมั้ง

วันนี้ สีหน้าผมสดใสกว่าเดิมเมื่อตอนเขียน blog ครั้งแรก ผมควรดีใจที่เป็นแบบนี้นะ แต่กลับเฉยๆ มากกว่า

ผมมีของที่อยากได้ และเรื่องที่อยากทำเยอะแยะ แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ต้องการของที่ต้องมี และมีเรื่องที่ต้องทำ

แม่สอนผมไว้ว่า ชีวิตเรามีสองปัจจัย ปัจจัยแรกคือ earn-living กับปัจจัยที่สองคือ self-extreme

earn-living เป็นปัจจัยที่จำเป็นต้องมีเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ คำว่า earn-living หากแปลให้ตรงตัวก็คือ 'ความปรารถนาของชีวิต' ไม่ว่าใครถ้า earn-living ไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์จะอยู่ต่อบนโลกใบนี้ มีแต่ตายกับตายเท่านั้น.... อย่างอนาคตของผมที่ยังริบหรี่ ผมเองก็ต้องปูทางไว้สำหรับมัน เพื่อขั้นแรก earn-living

...และขั้นที่สอง...

Self-extreme แม่บอกว่า พ่อแม่ยังต้องทำรายได้หาเงินเพื่อ earn-living อยู่ แต่ผมซึ่งมีมรดกจากพ่อแม่อยู่แล้วนั่น ก็เป็นไปได้สูงที่จะดำรงชีวิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ...self-extreme... แต่แม่... คงยากอยู่ล่ะมั้ง... คนอย่างผมก็ต้องการเงินทั้งสองปัจจัยเหมือนกัน...

Self-extreme... ความปรารถนาของตัวผมเองงั้นเหรอ ?

ผมไม่รู้...

...ไม่สิ ผมรู้ แต่สังคมปัจจุบัน เศรษฐกิจที่ขยายตัว และการค้าที่มีแต่การแข่งขัน... มันยากมากที่จะทำตามความฝันของตนเองให้เป็นจริงได้

มนุษย์แข่งขันกับสิ่งเหล่านี้นานเท่าไหร่แล้ว ?

....แต่จะว่าไป ก็มนุษย์เองล่ะนะสร้างขอบเขตจำกัดพวกนี้ขึ้นมา

จิตใจที่ถูกปิดกั้น... ผมชอบคำนี้

ไม่ว่าจะถูกปิดกั้นด้วยตนเอง หรือคนอื่น อย่างไรก็แล้วแต่ เราก็ไม่สามารถเปิดเผยจิตใจเราให้คนอื่นเห็นได้อย่างหมดจดหรอก ในสังคมปัจจุบัน แม้แต่คนดีที่สุดยังต้องหลอกลวงเพื่อการดำรงอยู่...

ไม่ใช่เรื่องน่าขำ มันเป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ

ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด มันก็คือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับอีกนั่นแหละ

...เสร็จจากแต่ง blog นี้ ผมคงไปนั่งพิมพ์ฟิค เมาแบบนี้คงพิมพ์ได้เยอะ... เว้นเสียแต่ผมจะไม่แต่งมันซะเลย

ของที่อยากได้ก็ยังไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร ผมค่อยๆ หาทางซื้อมันก็ได้นี่นะ... ถ้ามีเงิน และรู้แหล่งแล้ว ก็คงไม่ยากเกินไปหรอก...